กรุณาใช้ตัวระบุนี้เพื่ออ้างอิงหรือเชื่อมต่อรายการนี้: http://dspace.lib.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/329
ชื่อเรื่อง: พฤติกรรมสุขภาพและปัจจัยที่สัมพันธ์กับภาวะโภชนาการเกินของนักเรียนโรงเรียนสาธิต "พิบูลบำเพ็ญ" มหาวิทยาลัยบูรพา
ผู้แต่ง/ผู้ร่วมงาน: ขันทอง สุขผ่อง
มหาวิทยาลัยบูรพา. คณะแพทยศาสตร์
คำสำคัญ: นักเรียน - - โภชนาการ
บริโภคกรรม
บริโภคนิสัย
พฤติกรรมสุขภาพ
สาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์
วันที่เผยแพร่: 2550
สำนักพิมพ์: คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
บทคัดย่อ: วัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาพฤติกรรมการบริโภคอาหาร พฤติกรรมการออกกําลังกาย ของนักเรียน โรงเรียนสาธิต “พิบูลบําเพ็ญ” 2. เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับภาวะโภชนาการเกินของนักเรียนโรงเรียนสาธิต “พิบูลบําเพ็ญ” ได้แก่ เพศ ประวัติครอบครัว รายได้ของครอบครัว พฤติกรรมการบริโภคอาหาร พฤติกรรมการออกกําลังกาย วิธีดําเนินการวิจัย การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสํารวจ (Survey research) ประชากร คือ นักเรียนที่ศึกษา อยู่ในโรงเรียนสาธิต “พิบูลบําเพ็ญ” มหาวิทยาลัยบูรพา ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 ในปีการศึกษา 2550 จํานวน 700 คน กลุ่มตัวอย่างจํานวน 248 คน ซึ่งให้ความร่วมมือในการตอบแบบสอบถาม และได้รับอนุญาตจากผู้ปกครองให้เข้าร่วมการศึกษาวิจัย เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามข้อมูลส่วน บุคคลของนักเรียน ได้แก่ เพศ อายุ ประวัติครอบครัว รายได้ของครอบครัว และข้อมูลเส้นรอบเอว ของบิดาและ/หรือมารดา และแบบสอบถามพฤติกรรมการรับประทานอาหาร โดยสอบถามการ ปฏิบัติเกี่ยวกับการรับประทานอาหาร จํานวนมื้ออาหาร ชนิดและความถี่ของอาหารที่รับประทานใน 7 วัน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ความถี่ ร้อยละ ไคว์-แสควร์ และอัตราเสี่ยง โดยข้อมูลทั่วไปทั้งหมด นํามาแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ และอัตราเสี่ยง (Odds ratio) ผลการวิจัย กลุ่มตัวอย่างอายุอยู่ในช่วง 12-16 ปี เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 66.5) มีกิจกรรมยามว่างที่ ใช้เวลาปฏิบัติมากกว่า 2 ชั่วโมงต่อวัน(ร้อยละ 40.2) คือ เล่นเกมคอมพิวเตอร์ ดูโทรทัศน์- วีดีโอ ฟังเพลง อ่านหนังสือการ์ตูน หนังสือบันเทิง ส่วนใหญ่อาศัยอยู่กับบิดาและมารดา (ร้อยละ 85.3)และครอบครัวมีรายได้มากกว่า 30,001 บาท (ร้อยละ 59.0) นักเรียนส่วนใหญ่มี ภาวะโภชนาการอยู่ในเกณฑ์ปกติ (ร้อยละ 65.7) ภาวะโภชนาการเกินเกณฑ์มาตรฐาน (ร้อยละ 27.5) และต่ํากว่าเกณฑ์มาตรฐาน (ร้อยละ 6.8) พฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ปฏิบัติเป็นประจํา 5 -7 วัน/สัปดาห์คือการรับประทานอาหารมื้อเช้า (ร้อยละ 68.1) รองลงมาคือ การรับประทานอาหาร มื้อเช้า กลางวัน เย็น ครบ 3 มื้อต่อวัน (ร้อยละ 67.3) พฤติกรรมที่นักเรียนไม่เคยปฏิบัติมากที่สุดคือ การรับประทานอาหารตรงเวลาทุกมื้อ (ร้อยละ 12.0) ส่วนพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมและปฏิบัติ 5-7 วัน/สัปดาห์คือ การรับประทานอาหาร/ขนมจุบจิบ(ร้อยละ 24.7) รองลงมาคือ การรับประทาน อาหารมื้อเย็นปริมาณมากกว่ามื้ออื่น ๆ (ร้อยละ 24.3) พฤติกรรมการบริโภคชนิดของอาหารที่ เหมาะสมและนักเรียนปฏิบัติเป็นประจํา 5-7 วัน/สัปดาห์คือ การรับประทานเนื้อสัตว์ เช่น ปลา หมู ไก่ (ร้อยละ 70.5 )รองลงมาคือ การดื่มนมรสจืด/นมพร่องมันเนย(ร้อยละ 38.6) และชนิดของอาหาร ที่ไม่เหมาะสมและปฏิบัติกันมากที่สุด 5-7 วัน/สัปดาห์ คือ การดื่มนมเปรี้ยว นมรสหวานหรือนมรส ช็อกโกแลต(ร้อยละ33.9) รองลงมาคือ การรับประทานขนมถุงขบเคี้ยว กรุบกรอบ เช่น มันฝรั่ง ข้าวเกรียบ (ร้อยละ 10.4) นักเรียนส่วนใหญ่ มีพฤติกรรมการออกกําลังกายไม่เพียงพอ (ร้อยละ 50.6) ปัจจัยด้านเพศ และประวัติครอบครัวมีความสัมพันธ์กับภาวะโภชนาการเกินของนักเรียนที่ ระดับนัยสําคัญทางสถิติ .05 ส่วนรายได้ของครอบครัวไม่มีความสัมพันธ์กับภาวะโภชนาการเกินของ นักเรียนที่ระดับนัยสําคัญทางสถิติ .05 นักเรียนที่มีประวัติครอบครัวที่บิดาและ/หรือมารดามีภาวะ อ้วนลงพุงมีความเสี่ยงในการเกิดภาวะโภชนาการเกิน 3.46 เท่าของนักเรียนที่บิดาและ/หรือมารดาไม่ มีภาวะอ้วนลงพุง และนักเรียนเพศชายมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะโภชนาการเกิน 1.82 เท่าของ นักเรียนเพศหญิงพฤติกรรมการรับประทานอาหารครบ 5 หมู่ ขนมจุบจิบ การคุยหยอกล้อกันขณะ รับประทานอาหาร การรับประทานอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ เช่นแหนม ปลาร้า มีความสัมพันธ์กับภาวะ โภชนาการเกิน ของนักเรียนที่ระดับนัยสําคัญทางสถิติ .05 พฤติกรรมการออกกําลังกายไม่มี ความสัมพันธ์กับภาวะโภชนาการเกินของนักเรียนที่ระดับนัยสําคัญทางสถิติ .05 ข้อเสนอแนะ 1.จากการศึกษาพบว่านักเรียนมีภาวะโภชนาการเกินเกณฑ์มาตรฐาน จํานวนมากกว่าการสํารวจ ของประเทศ ในปี 2548 ที่พบว่าเด็กไทยมีภาวะโภชนาการเกินร้อยละ 17 และบางส่วนมีภาวะ โภชนาการต่ํากว่าเกณฑ์มาตรฐาน บุคลากรด้านสุขภาพ ผู้ปกครองรวมถึงครูประจําชั้น ควรร่วมมือกันรณรงค์ให้ความรู้ สร้างทัศนคติ และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหาร การออกกําลังกายที่ถูกต้องและเหมาะสม ให้กับเด็กอย่างต่อเนื่อง ผลงานวิจัยศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ทุนศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพ 2550 2. ควรศึกษาพฤติกรรมสุขภาพของนักเรียนในกลุ่มเด็กเล็ก และกลุ่มนักเรียนที่อยู่ในสถานที่ สิ่งแวดล้อมต่างกัน เช่น นักเรียนที่ศึกษาอยู่ในเขตเมือง เขตชนบท เพื่อนําข้อมูลมาหารูปแบบใน การส่งเสริมสุขภาพและดูแลสุขภาพในกลุ่มเด็ก และเยาวชนเหล่านี้ต่อไป 3. ควรมีการศึกษาความสัมพันธ์ของความรู้ เจตคติ และการปฏิบัติเกี่ยวกับการบริโภคอาหารและการออกกําลังกาย เพิ่มเติม เพื่อเป็นแนวทางในการจัดสรรความรู้ด้านการดูแลสุขภาพสู่กลุ่มนักเรียนได้อย่างเหมาะสม และสามารถนําไปปฏิบัติได้จริงการนําไปใช้ประโยชน์ เป็นแนวทางกําหนดแผนงาน ระหว่างครู ผู้ปกครอง และบุคลากรด้านสุขภาพเพื่อดําเนินงานส่งเสริมสุขภาพอนามัย การป้องกัน และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดูแลสุขภาพของนักเรียนที่มีภาวะโภชนาการเกิน การจัดโปรแกรม กิจกรรมให้ความรู้ เพิ่มพูนทักษะ และเจตคติในการดูแลสุขภาพอนามัยที่เหมาะสมให้กับนักเรียน
URI: http://dspace.lib.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/329
ปรากฏในกลุ่มข้อมูล:งานวิจัย

แฟ้มในรายการข้อมูลนี้:
ไม่มีแฟ้มใดที่สัมพันธ์กับรายการข้อมูลนี้


รายการทั้งหมดในระบบคิดีได้รับการคุ้มครองลิขสิทธิ์ มีการสงวนสิทธิ์เว้นแต่ที่ระบุไว้เป็นอื่น