กรุณาใช้ตัวระบุนี้เพื่ออ้างอิงหรือเชื่อมต่อรายการนี้: http://dspace.lib.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/2304
ระเบียนเมทาดาทาแบบเต็ม
ฟิลด์ DC ค่าภาษา
dc.contributor.authorศิรประภา พฤทธิกุล
dc.contributor.otherมหาวิทยาลัยบูรพา. คณะศึกษาศาสตร์
dc.date.accessioned2019-03-25T09:14:42Z
dc.date.available2019-03-25T09:14:42Z
dc.date.issued2554
dc.identifier.urihttp://dspace.lib.buu.ac.th/xmlui/handle/1234567890/2304
dc.description.abstractการศึกษานี้เป็นการวิจัยและพัฒนา ใช้การเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนากระบวนการจัดการเรียนรู้ตามแนวจิตตปัญญาศึกษาสำหรับนิสิตสาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย และ 2) ศึกษาผลการเรียนรู้ 2 ด้าน ได้แก่ ผลการเรียนรู้ที่เปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เข้าร่วมการวิจัย กำหนดขั้นตอนการดำเนินการวิจัย 3 ระยะ ได้แก่ 1) การพัฒนากระบวนการจัดการเรียนรู้ 2) การนำกระบวนการจัดการเรียนรู้ฯ ไปใช้จริง และ 3) การนำเสนอผลการวิจัย ผู้เข้าร่วมการวิจัยคือนิสิตสาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ชั้นปีที่ 3 และ ชั้นปีที่ 4 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 84 คน ผลการวิจัย มีดังนี้ 1. กระบวนการจัดการเรียนรู้ตามแนวจิตตปัญญาศึกษามีโครงสร้าง ดังนี้ 1) ปรัชญาพื้นฐาน ได้แก่ ความเชื่อมั่นในความเป็นมนุษย์และกระบวนทัศน์องค์รวม 2) หลักการพื้นฐาน ได้แก่ การพิจารณาด้วยใจอย่างใคร่ครวญการบูรณาการเชื่อมโยงการเรียนรู้ และส่งเสริมบรรยากาศแห่งกัลยาณมิตรและ ความมีอิสระผ่อนคลาย การสร้างความหมายของการเรียนรู้ที่เปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานด้วยตนเอง และการส่งเสริมแบบแผนกิจกรรมที่มีจังหวะสม่ำเสมอ 3) วัตถุประสงค์ คือ เพื่อให้นิสิตพัฒนาการเรียนรู้ที่เปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 4) เงื่อนไขของการจัดกระบวนการเรียนรู้ฯ 5) ลักษณะของกิจกรรม ประกอบด้วย การปฏิบัติผ่านความสงบนิ่ง การปฏิบัติผ่านการเคลื่อนไหว การปฏิบัติผ่านกระบวนการเชิงสร้างสรรค์ การปฏิบัติแบบนักกิจกรรม การปฏิบัติผ่านพิธีกรรมตามประเพณี และ การปฏิบัติผ่านความสัมพันธ์ 6)เนื้อหา ประกอบด้วย เนื้อหาตามรายวิชาและทักษะตามแนวจิตตปัญญาศึกษา 7) ขั้นตอนการจัดกิจกรรม ได้แก่ การเตรียมพร้อมกายใจ การรับประสบการณ์ใหม่ และการใคร่ครวญ การเรียนรู้ 8) แนวทางการประเมินผล ได้แก่ การประเมินประสิทธิผลและประสิทธิภาพของกระบวนการจัดการเรียนรู้ 9) แนวทางการนำไปใช้ 9) แนวทางการนำไปใช้ และ 10) บทสรุป 2. ผลการเรียนรู้หลังเข้าร่วมกระบวนการจัดการเรียนรู้ฯ พบว่า 1) ผลการเรียนรู้ที่เปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานมี 2 ประการ ได้แก่ 1.1) การเรียนรู้ที่เปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานในตนเอง พบว่า นิสิตได้เรียนรู้การมีสติกับปัจจุบันขณะมีความเข้าใจตนเอง ยอมรับความเป็นจริงตามธรรมชาติ ได้เรียนรู้วิธีการที่หลากหลายในการพัฒนาตนเอง มีปัญญาในการน้อมสู่ใจอย่างใคร่ครวญ และการพัฒนาการรับรู้รับฟังอย่างลึกซึ้ง 1.2) การเรียนรู้ที่เปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานต่อจิตสำนักส่วนรวม พบว่า นิสิตเกิดการพัฒนาด้านความเข้าใจ ความรัก และความเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ มีการเปลี่ยนวิธีคิดมุมมอง และสัมพันธภาพต่อผู้อื่นในทางที่สร้างสรรค์ การมีชุมชนกัลยาณมิตรที่ช่วยที่ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้บนพื้นฐานของขอบข่ายรายวิชา และ 2)นิสิตมีค่าร้อยละของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนผ่านเกณฑ์ทุกคนth_TH
dc.language.isothth_TH
dc.subjectการศึกษาปฐมวัยth_TH
dc.subjectการเรียนรู้th_TH
dc.subjectจิตตปัญญาศึกษาth_TH
dc.subjectสาขาการศึกษาth_TH
dc.titleการพัฒนากระบวนการจัดการเรียนรู้ตามแนวจิตตปัญญาศึกษาเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ที่เปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน ของนิสิตสาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย: กรณีศึกษามหาวิทยาลัยบูรพาth_TH
dc.typeบทความวารสารth_TH
dc.issue2
dc.volume22
dc.year2554
dc.description.abstractalternativeThe study design was a research and development using qualitative methods to collect data. The purpose were to 1) develop a learning process organization based on the contemplative education for early childhood pre-service teachers, and 2) study two kinds of learning outcomes: the transformative learning and the learning achievement of participants. The research procedure was divided into 3 phases which were 1) the development of learning process, 2) the field study of the process implementation, and 3) the conclusion of the research results. The research participants were 84 of junior and senior, early childhood pre-service teachers, faculty of education, Burapha University in academic year 2009. The research findings were as follows: 1.The learning process organization based on the contemplative education consisted of 1) fundamental philosophies were humanistic value and holistic paradigm; 2) fundamental principles were contemplation, integral and connectedness, relaxation and good community of learning, self construct of transformation, and rhythm of activities; 3) purposes were to enhance the transformative learning and the learning achievement; 4) conditions of learning process organization; 5) characteristic of learning activities were stillness practices, movement practices, creation process practices, activist practices, ritual/cyclical practices, and relation practices; 6) contents consisted of each subject content and contemplation skills; 7) the learning process consisted of three steps that were body and mind preparation, learning new experiences, and contemplating learning; 8) evaluation consisted of effective and efficiency of the learning process implementation; 9) guidelines for implementation; and 10) conclusion 2. The learning outcomes after implementing learning process were 1) the transformative learning of participations consisted of two categories: 1.1) the transformative learning towards themselves was mindfulness, understanding of themselves, acceptability of natural reality, learning about varied methods to develop themselves, contemplation, and developing deep listening; and 1.2) the transformative learning towards social public spirit was understanding and loving-kindness to humankind, creation good relationship, and realized community to share experiences and learning, and 2) the percentage of all participants’ learning achievement were at the “passed” level within the indicated criterion score.en
dc.journalวารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา = Journal of education
dc.page72-84.
ปรากฏในกลุ่มข้อมูล:บทความวารสาร

แฟ้มในรายการข้อมูลนี้:
แฟ้ม ขนาดรูปแบบ 
p72-84.pdf5.19 MBAdobe PDFดู/เปิด


รายการทั้งหมดในระบบคิดีได้รับการคุ้มครองลิขสิทธิ์ มีการสงวนสิทธิ์เว้นแต่ที่ระบุไว้เป็นอื่น